ข่าว: SMF - Just Installed!
 
ยินดีต้อนรับคุณ, บุคคลทั่วไป กรุณา เข้าสู่ระบบ หรือ ลงทะเบียน
ส่งอีเมล์ยืนยันการใช้งาน?
+  กระดานธรรมะ
|-+  กระดานสนทนาธรรม
| |-+  สาระธรรมทั่วไป
| | |-+  ฝากประกาศจากสวนพุทธธรรม(หลวงพ่อมนตรี) เรื่องสวนสันติธรรม อ.ศรีราชา จ.ชลบุรี
0 สมาชิก และ 1 บุคคลทั่วไป กำลังดูหัวข้อนี้ « หน้าที่แล้ว ต่อไป »
หน้า: [1] ลงล่าง พิมพ์
ผู้เขียน หัวข้อ: ฝากประกาศจากสวนพุทธธรรม(หลวงพ่อมนตรี) เรื่องสวนสันติธรรม อ.ศรีราชา จ.ชลบุรี  (อ่าน 4340 ครั้ง)
gig
Member
Newbie
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 8


« เมื่อ: ธันวาคม 01, 2009, 11:29:37 AM »

http://www.watpa.com/board_detail.asp?board_id=2701
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: ธันวาคม 02, 2009, 03:41:43 PM โดย zen » บันทึกการเข้า
zen
Administrator
Sr. Member
*****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 351


« ตอบ #1 เมื่อ: มกราคม 18, 2010, 10:41:04 PM »


http://www.baanaree.net/baanareepost.html

บันทึกการเข้า

จริงอยู่ว่า ผู้บรรลุนิพพาน ย่อมรู้ความเป็นไปของโลก ว่า เป็นเช่นนั้นเอง
แต่ พระนิพพาน ไม่ใช่ธรรมที่เป็นไปเอง หรือเกิดขึ้นเอง หรือไม่มีเจตนา
แท้จริงแล้ว พระนิพพาน มีได้เพราะกำหนด มีได้เพราะเจตนา ในอนัตตา
ดังนี้ ผู้สำคัญว่า นิพพาน จะมีได้เพราะไม่กำหนด หรือเป็นไปเอง จะไม่รู้พระนิพพานธรรมได้เลย
zen
Administrator
Sr. Member
*****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 351


« ตอบ #2 เมื่อ: มกราคม 18, 2010, 10:42:52 PM »


http://www.wimutti.net/

บันทึกการเข้า

จริงอยู่ว่า ผู้บรรลุนิพพาน ย่อมรู้ความเป็นไปของโลก ว่า เป็นเช่นนั้นเอง
แต่ พระนิพพาน ไม่ใช่ธรรมที่เป็นไปเอง หรือเกิดขึ้นเอง หรือไม่มีเจตนา
แท้จริงแล้ว พระนิพพาน มีได้เพราะกำหนด มีได้เพราะเจตนา ในอนัตตา
ดังนี้ ผู้สำคัญว่า นิพพาน จะมีได้เพราะไม่กำหนด หรือเป็นไปเอง จะไม่รู้พระนิพพานธรรมได้เลย
zen
Administrator
Sr. Member
*****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 351


« ตอบ #3 เมื่อ: มกราคม 19, 2010, 03:28:53 PM »


          ที่ผ่านมาหลายปีนี้ มีนักบวชบางรูป อ้างว่าได้รับคำรับรองจากพระเกจิรูปหนึ่งซึ่งได้มรณะภาพไปหลายปีแล้ว ทำการอธิบายคำสอนของอาจารย์ตนเสียใหม่ จนกลายเป็นเหตุให้ภายหลังมีผู้ตำหนิติเตียน จนเริ่มเป็นเรื่องราวบานปลาย ว่าเป็นการละเมิด และเป็นการอาศัยชื่อเสียงของอาจารย์ คนพวกนี้ก็กลับอ้างว่า พวกตนต่างหาก ที่ทำให้ชื่อเสียงของอาจารย์ตนโด่งดังเป็นที่รู้จักมากขึ้นในสังคมคนเมือง(ซึ่งเกียจคร้านที่จะเสียเวลามานั่งภาวนาจิตตน แต่อยากบรรลุพระนิพพาน รังเกียจ หรือทนทานไม่ได้ต่อความสันโดษ แต่ปรารถนาจะบรรลุธรรมอันสันโดษยิ่ง) เสมือนว่า ตนเองต่างหากที่ทำให้อาจารย์(ซึ่งมรณะภาพไปแล้ว)มีชื่อเสียงโด่งดังมากขึ้น ทำให้คนหันมาศรัทธาพระพุทธศาสนายิ่งขึ้น ฯลฯ ซึ่งผู้ที่กล่าวอย่างนี้ บางคนก็เป็นผู้มีอาชีพเขียนนิยายรักๆใคร่ๆ โดยอ้างอิงธรรมะ ก็มี

          แท้จริงแล้ว ศรัทธา มีทั้งที่ดี และที่ทราม การอ้างว่ามีศรัทธาในพระพุทธศาสนานั้น ไม่จำเป็นต้องดีเสมอไป เพราะเหตุใด เพราะคำเรียกว่า พระพุทธศาสนา นี้ เป็นเพียงคำพูด เป็นเพียงบัญญัติ เป็นเพียงพยัญชนะ อันมีอรรถรสเป็นแก่นสาระ ผู้มีศรัทธา แต่เข้าใจอรรถแห่งพระธรรมผิดพลาด คลาดเคลื่อน กลับหัวกลับหาง น้อมตามนั้นไปแล้ว เป็นเหตุให้เสื่อมลงในอัตภาพบารมีอันเป็นเครื่องอาศัยของตน ย่อมได้ชื่อว่า เป็นผู้มีศรัทธาทราม หรือศรัทธาลามก แต่หากน้อมไปได้ถูกต้องตามพระพุทธประสงค์จริงแล้ว ย่อมได้ชื่อว่า เป็นศรัทธาอันประเสริฐ

          การทำให้ผู้อื่นเข้าใจ และน้อมตามไปได้อย่างถูกต้อง ตามเจตนาของอาจารย์ตน ย่อมถือว่า กตัญญู แต่การทำให้คนจำนวนมากที่ไม่รู้จักอาจารย์ของตนมาก่อน ได้รู้จักชื่อเรียกของอาจารย์ตน แต่กลับทำให้คนเหล่านั้นสำคัญผิดในคำสอนของอาจารย์ตน เพื่อให้สอดคล้องกับทิฐิของตน ย่อมได้ชื่อว่า อกตัญญู

          ย่อมเป็นธรรมดาว่า พระสาวกที่กตัญญู ที่รู้ธรรมอันเป็นแก่น ย่อมไม่กล่าวพระพุทธพจน์ว่า เป็นเพียงเปลือก หรือกระพี้ ส่วนคำอธิบายของตน เป็นแก่น แม้แต่พระสารีบุตร เมื่อกล่าวอธิบาย หรือขยายความคำสอนของพระพุทธเจ้า ก็ยึดเอาคำของพระพุทธเจ้าเป็นที่ตั้ง เป็นมูลเหตุ เป็นหลัก เป็นยอด เป็นแก่น แล้วอาจขยายความเพิ่มเติมเพื่อให้บุคคลทั่วไปเข้าใจได้มาก หรือลึกซึ้งยิ่งขึ้น แต่จะไม่กล่าวว่า คำอธิบายขยายความเหล่านั้น เป็นแก่นของพุทธพจน์ เพราะแท้ที่จริงแล้ว แก่นของพระธรรม หรือแก่นของพระพุทธพจน์นั้น คือ อรรถรสแห่งธรรมนั้น ไม่ใช่โวหารหรือพยัญชนะในพระพุทธพจน์ ดังนั้น จะนับไปไยกับโวหารแห่งพระสาวกในชั้นหลัง

          แต่อย่างไรก็ดี ในโลกนี้ มีบุคคลบางจำพวก เกียจคร้าน ประมาท มักง่าย เมื่ออ่านพระพุทธพจน์ อันมีอรรถรสลึกซึ้ง เข้าใจได้ยาก รู้เห็นตามได้ยาก แก่ผู้มีใจยังเกียจคร้าน มักมาก ก็ไม่อาจเข้าใจตาม ก็กลายเป็นของอ่านยาก ไม่รู้เรื่อง ต่อมา เมื่อพบโวหารของสาวกในชั้นหลัง อันมีโวหารสละสลวย เข้าใจได้ง่าย แต่ตื้นเขิน ก็มักยินดีในโวหารเหล่านั้น ก็เกิดศรัทธา ก็เกิดสำคัญไปผิด ว่าลึกซึ้ง ว่าเป็นแก่น เมื่อสาวกในชั้นหลังนี้ ได้รับศรัทธามาก ก็เกิดละโมบ ก็หลงไปว่า โวหารแห่งอาจารย์ แห่งบรมครู นี้ เป็นเปลือก ส่วนโวหารของตนนี้ เป็นแก่น ก็เป็นเหตุให้ผู้เชื่อตามหลงผิดไปว่า คำอันบริสุทธิ์แต่เข้าใจยากนั้น เป็นเปลือก ส่วนคำเจืออามิสของอาจารย์ตนอันเข้าใจได้ง่าย ปฏิบัติตามได้ง่าย แต่ตื้นเขิน เป็นหนทางแห่งความเสื่อมนี้ เป็นแก่น อย่างนี้ ก็เป็นสิ่งที่เกิดขึ้นได้ทั่วไป มีมาก เป็นธรรมดา

          ส่วนผู้มีใจไม่ประมาท ไม่เกียจคร้าน เมื่อมีปัญหาขัดแย้ง ย่อมสอบทานได้ว่าถูกต้องจริงตามคำสอนของพระพุทธองค์หรือไม่ ตามภูมิปัญญา และปฏิภาณของตน ด้วยเหตุว่า พระไตรปิฏก อันเป็นคำของพระพุทธองค์ ยังคงปรากฏมีหลักฐานอยู่ในปัจจุบัน ย่อมไม่ปักใจเชื่อด้วยเพียงฟังพระพุทธพจน์เฉพาะในส่วนที่อาจารย์เหล่านั้นหยิบยกเป็นขยักขึ้นมาเพียงเพื่อรับรองทิฐิของตนว่าตรงตามคำพระพุทธเจ้าเท่านั้น โดยไม่ตรวจสอบให้ทั่วถึงด้วยตนเอง

          จริงอยู่ว่า มนุษย์ทั้งหลาย มีความเป็นพุทธะอยู่ในจิตตน สามารถบรรลุความเป็นอริยะได้ทั้งหมด แต่ ก็เป็นความจริงว่า มนุษย์ที่จะบรรลุอริยะธรรมได้ในชาตินี้ มีจำนวนเพียง ธุลี เท่านั้น เมื่อเปรียบเทียบกับจำนวนมนุษย์ีที่ตั้งอยู่ในโลกนี้ สาธุชนทั้งหลาย ควรพิจารณาด้วยความแยบคาย เพื่อความเจริญขึ้นไปเป็นลำดับ ตามสถานะภาพแห่งตน จนกระทั่งถึงที่สุด แห่งทะเลทุกข์


« แก้ไขครั้งสุดท้าย: มกราคม 26, 2010, 01:59:45 PM โดย zen » บันทึกการเข้า

จริงอยู่ว่า ผู้บรรลุนิพพาน ย่อมรู้ความเป็นไปของโลก ว่า เป็นเช่นนั้นเอง
แต่ พระนิพพาน ไม่ใช่ธรรมที่เป็นไปเอง หรือเกิดขึ้นเอง หรือไม่มีเจตนา
แท้จริงแล้ว พระนิพพาน มีได้เพราะกำหนด มีได้เพราะเจตนา ในอนัตตา
ดังนี้ ผู้สำคัญว่า นิพพาน จะมีได้เพราะไม่กำหนด หรือเป็นไปเอง จะไม่รู้พระนิพพานธรรมได้เลย
หน้า: [1] ขึ้นบน พิมพ์ 
« หน้าที่แล้ว ต่อไป »
กระโดดไป:  


เข้าสู่ระบบด้วยชื่อผู้ใช้ รหัสผ่าน และระยะเวลาในเซสชั่น

Powered by MySQL Powered by PHP Powered by SMF 1.1.14 | SMF © 2006-2008, Simple Machines LLC | Thai language by ThaiSMF Valid XHTML 1.0! Valid CSS!
หน้านี้ถูกสร้างขึ้นภายในเวลา 0.076 วินาที กับ 20 คำสั่ง